กล้องกับโทรศัพท์มือถือนั้นได้มีการพัฒนาไปเยอะมากทั้งด้านความละเอียด และคุณภาพของภาพที่ได้ทำให้เราได้มีโอกาสเห็นมือถือที่มีความละเอียดสูงมากถึง 12 ล้านพิกเซลออกมาขาย ซึ่งในความเป็นจริงแล้วความต้องการในการใช้กล้องดิจิตอลไปถึงถึงกล้องบนมือถือนั้นไม่ได้มีความต้องการขนาดนั้นเลยแม้แต่น้อย ภาพที่ได้จากกล้องมือถือขนาด 12 ล้านพิกเซลคือภาพที่ใหญ่จนติดประตูบ้านได้สบายๆ แต่เรื่องของคุณภาพรูปที่ได้นั้นกลับสวนทางอย่างสิ้นเชิง
ด้วยเหตุนี้เองทำให้ผู้ผลิตมือถือเกือบทุกยี่ห้อเริ่มหาจุดที่สมดุลที่สุดของกล้องบนมือถือที่มีคุณภาพสูง ใช้งานได้จริง และไม่ทำให้มือถือราคาแพงขึ้นมากทั้งๆ ที่ไม่ได้เป็นความต้องการของผู้ใช้งานเลย 12 ล้านพิกเซลจึงเป็นความล้มเหลวที่เห็นชัดที่สุด แม้แต่ 8 ล้านพิกเซลออกมาก็ทำให้หลายรุ่นราคาแพงมาก จนในที่สุดเหมือนกับทุกยี่ห้อมือถือจะได้คำตอบเดียวกันในเรื่องของกล้องบนมือถือ คือความละเอียด 5 ล้านพิกเซลก็เกินพอ แต่จะมาถ่ายรูปให้สวยนั้นต้องทำอะไรบ้าง เรามาดูกันว่า การใช้กล้องบนมือถือ ควรที่จำคำนึงถึงอะไรบ้าง 10 ข้อดังนี้
1. เลือกมือถือที่เหมาะกับการถ่ายรูป
การถ่ายรูปจากมือถือนั้นเป็นเรื่องของสเป็กมือถือก็สำคัญเหมือนกัน เพราะว่าถ้าจะเอามือถือไว้ถ่ายรูปที่ควรที่จะต้องมีลูกเล่นรองรับที่ดีด้วย คือ
• ออโต้โฟกัส (Autofocus) เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการถ่ายรูป เพราะถ้ามือถือไม่มีสิ่งนี้เราจะได้ภาพสองมิติแบนๆ มา คือทุกอย่างจะมีระยะใกล้ไกลเหมือนกันหมด เหมือนกับเราใช้เว็บแคมถ่ายรูป ถ้าอยากได้รูปสวย ต้องออโต้โฟกัสเท่านั้น ความสามารถของออโต้โฟกัสคือจะช่วยจับสิ่งทีเราต้องการจะถ่ายแล้วก็โฟกัสให้ชัดที่สุด ถ้าอยากถ่ายคนก็จะทำให้หน้าชัด ไม่ใช่ไปชัดที่วิวข้างหลัง โฟกัสของมือถือจะอยู่ตรงกลางหน้าจอเสมอ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสีเขียวเพื่อบอกว่าจับได้แล้ว แต่ถ้าเป็นสีเทา หรือสีแดงให้เราถ่ายใหม่อีกครั้ง มิเช่นนั้นรูปที่ได้ก่อนหน้าจะมัว และใช้งานไม่ได้เลย มือถือบางรุ่นมีออโต้โฟกัสแถมยังเลือกจุดได้เองจากการจิ้มหน้าจอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เลือกจุดได้เองเป็นแค่การใช้โปรแกรม (Software) ในเครื่องเพื่อช่วยกะระยะมากกว่าการใช้งานได้จริงจัง
• เลนส์ (Lens) ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เลนส์ที่ดีจะช่วยในการกรองแสง สะท้อนแสง จุดหักเหแสงทำให้ความเพี้ยนของรูปที่ดีด้วย มือถือหลายๆ รุ่นเริ่มเอาเลนส์ระดับเทพมาใช้ อย่าง LG BL40 ใช้เลนส์ “Schneider Kreuznach” ที่เป็นเจ้าแห่งการทำเลนส์ของเยอรมัน ก็จะช่วยให้ภาพใสมากขึ้น คุณภาพเลนส์ก็เหมือนกับคุณภาพแว่นตานั่นแหละครับ เลนส์แว่นราคา 600 บาท กับเลนส์ราคา 1,800 บาท ย่อมมีรายละเอียดในความชัด และความเพี้ยนต่างกันแน่นอน
• แฟลช (Flash) เป็นตัวช่วยในการถ่ายภาพในที่มืด มีทั้งแบบซีนอน (Xenon) ที่จะถ่ายออกไปได้ไกลมากขึ้น และไฟแอลอีดี (LED) เป็นแค่ตัวช่วยส่องไฟให้ชัดเจน ความแตกต่างคือความสว่างที่จะส่งผลให้ระยะการถ่ายไกลออกไป แต่แฟลชไม่ได้ช่วยให้เราถ่ายรูปที่มืด ในห้องมืดๆ หรือวิวมืดๆ ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะการทำงานแฟลชกับชัตเตอร์มือถือไม่ได้ทำงานด้วยกันเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากกล้องมือถือไม่มีชัตเตอร์ในการควบคุมรูรับแสงแต่อย่างไร แม้จะเป็นรุ่นที่มีราคาแพงก็ตาม พูดง่ายๆ คือ แฟลชจะทำหน้าที่แค่เป็นไฟฉายส่องเฉพาะหน้าในการถ่ายรูปแค่นั้นเอง
• ออโต้โฟกัส (Autofocus) เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการถ่ายรูป เพราะถ้ามือถือไม่มีสิ่งนี้เราจะได้ภาพสองมิติแบนๆ มา คือทุกอย่างจะมีระยะใกล้ไกลเหมือนกันหมด เหมือนกับเราใช้เว็บแคมถ่ายรูป ถ้าอยากได้รูปสวย ต้องออโต้โฟกัสเท่านั้น ความสามารถของออโต้โฟกัสคือจะช่วยจับสิ่งทีเราต้องการจะถ่ายแล้วก็โฟกัสให้ชัดที่สุด ถ้าอยากถ่ายคนก็จะทำให้หน้าชัด ไม่ใช่ไปชัดที่วิวข้างหลัง โฟกัสของมือถือจะอยู่ตรงกลางหน้าจอเสมอ ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นสีเขียวเพื่อบอกว่าจับได้แล้ว แต่ถ้าเป็นสีเทา หรือสีแดงให้เราถ่ายใหม่อีกครั้ง มิเช่นนั้นรูปที่ได้ก่อนหน้าจะมัว และใช้งานไม่ได้เลย มือถือบางรุ่นมีออโต้โฟกัสแถมยังเลือกจุดได้เองจากการจิ้มหน้าจอ แต่ในความเป็นจริงแล้ว เลือกจุดได้เองเป็นแค่การใช้โปรแกรม (Software) ในเครื่องเพื่อช่วยกะระยะมากกว่าการใช้งานได้จริงจัง
• เลนส์ (Lens) ก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่สำคัญ เลนส์ที่ดีจะช่วยในการกรองแสง สะท้อนแสง จุดหักเหแสงทำให้ความเพี้ยนของรูปที่ดีด้วย มือถือหลายๆ รุ่นเริ่มเอาเลนส์ระดับเทพมาใช้ อย่าง LG BL40 ใช้เลนส์ “Schneider Kreuznach” ที่เป็นเจ้าแห่งการทำเลนส์ของเยอรมัน ก็จะช่วยให้ภาพใสมากขึ้น คุณภาพเลนส์ก็เหมือนกับคุณภาพแว่นตานั่นแหละครับ เลนส์แว่นราคา 600 บาท กับเลนส์ราคา 1,800 บาท ย่อมมีรายละเอียดในความชัด และความเพี้ยนต่างกันแน่นอน
• แฟลช (Flash) เป็นตัวช่วยในการถ่ายภาพในที่มืด มีทั้งแบบซีนอน (Xenon) ที่จะถ่ายออกไปได้ไกลมากขึ้น และไฟแอลอีดี (LED) เป็นแค่ตัวช่วยส่องไฟให้ชัดเจน ความแตกต่างคือความสว่างที่จะส่งผลให้ระยะการถ่ายไกลออกไป แต่แฟลชไม่ได้ช่วยให้เราถ่ายรูปที่มืด ในห้องมืดๆ หรือวิวมืดๆ ได้เลยแม้แต่นิดเดียว เพราะการทำงานแฟลชกับชัตเตอร์มือถือไม่ได้ทำงานด้วยกันเลยแม้แต่น้อย เนื่องจากกล้องมือถือไม่มีชัตเตอร์ในการควบคุมรูรับแสงแต่อย่างไร แม้จะเป็นรุ่นที่มีราคาแพงก็ตาม พูดง่ายๆ คือ แฟลชจะทำหน้าที่แค่เป็นไฟฉายส่องเฉพาะหน้าในการถ่ายรูปแค่นั้นเอง
• ความละเอียดของพิกเซล (Pixels) ความเป็นจริงแล้วความละเอียดยิ่งสูงก็ยิ่งดีตามหลักการ แต่ในการใช้งานแล้วกล้องมือถือแค่ 5 ล้านพิเซลก็ถือว่าเยอะมากพอที่จะใช้งานแล้ว ส่วนความละเอียดที่มากกว่า 5 ล้านขึ้นไปนั้นจะเป็นการขยายรูปภาพจากตัวรับข้อมูลภาพ (CMOS) ที่มีขนาดเล็กเท่าเดิม ส่งผลให้ไฟล์มือขนาดใหญ่ โดยที่รูปขาดรายละเอียดไป แต่พอมาเปิดในจอคอมพิวเตอร์ก็จะแสดงได้เต็มจอที่ระดับ 3-5 ล้านพิกเซลแค่นั้นเอง เราไม่ต้องไปกังวลกับเรื่องพิกเซลมากเท่าไหร่ หลายครั้งที่มือถือแค่ 2 ล้านพิกเซลที่ระบบบันทึกภาพดีๆ กลับถ่ายแล้วเอามาลง Facebook สวยกว่ามือถือระดับ 12 ล้านด้วยซ้ำ
2. เตรียมมือถือให้พร้อมก่อนออกไปถ่ายรูป
เนื่องจากกลไกลของกล้องมือถือนั้นกินแบตเตอรี่มาก ทั้งไฟหน้าจอ แฟลช และตัวบันทึกภาพ ล้วนแต่หนักๆ ทั้งนั้น เพราะฉะนั้นก่อนถ่ายรูปควรที่จะตรวจสอบมือถือตัวเองให้ดีก่อนดังนี้
• เช็คแบตเตอรี่มือถือให้พร้อม ถ้าแบตฯ ลดไปครึ่งหนึ่ง ให้ชาร์จไปก่อนทันทีโดยไม่ต้องไปกังวลเรื่องแบตไม่หมดชาร์จไม่ได้ มันไม่ใช่แล้วครับ แบตมือถือรุ่นใหม่จะนับการทำงานเป็นรอบๆ ที่เต็ม คือนับจากจำนวนไฟที่เข้าไปทั้งหมด ไม่ใช่นับจากครึ่งแบตไปเต็มเท่ากับหนึ่งครั้งแต่อย่างไร
• เช็คฝุ่น และเลนส์ของมือถือ ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าเช็ดแว่นในการเช็ดเลนส์ให้ดี ไม่ควรใช้เสื้อ และอย่าให้ผ้าเปื้อนมือ เนื่องจากมือของเรามักจะมีคราบมันที่ติดเลนส์แล้วจะไม่ค่อยออกเท่าไหร่
• เก็บซอง หรือกรอบมือถือให้ดี หลายคนที่เอามือถือมาถ่ายมักจะลืมซองทิ้งไว้ ทุกครั้งที่หยิบมาถ่ายรูปจะไม่ใช่แค่การหยิบถ่ายแล้วเก็บ แต่อาจจะต้องเดินหามุม รอคนถูกถ่ายพร้อม ฯลฯ ทางที่ดี เก็บใส่กระเป๋าทันที อย่าวางทิ้งไว้เด็ดขาด
• หน่วยความจำ การถ่ายรูปควรที่จะเช้คว่าหน่วยความจำพอหรือไม่ การถ่ายรูป 1 รูปจะใช้พื้นที่ 500KB-1MB ซึ่งหมายความว่าถ้าเราลบ Video 1 คลิปเราจะได้รูปคือมา 20 รูป แต่ถ้าลบ 1 เพลง จะได้รูปคืนมา 7-10 รูป การเลือกลบข้อมูลก็สำคัญ เพราะบางครั้งเราลบรูปเกือบตาย แต่ได้เนื้อที่มาแค่ริงโทร 1 เพลงเท่านั้นเอง หรือแม้แต่ลบเกมไป 1 เกม ก็เท่ากับเราได้พื้นที่รูปถ่ายมา 1 รูปเท่านั้น
*มือถือที่หน่วยความจำ 1GB นั้นสามารถถ่ายรูปได้มากกว่า 300 รูป
**ก่อนซื้อการ์ดความจำอย่าลืมเช็คด้วยว่ามือถือรองรับสูงสุดเท่าไหร่
• เช็คแบตเตอรี่มือถือให้พร้อม ถ้าแบตฯ ลดไปครึ่งหนึ่ง ให้ชาร์จไปก่อนทันทีโดยไม่ต้องไปกังวลเรื่องแบตไม่หมดชาร์จไม่ได้ มันไม่ใช่แล้วครับ แบตมือถือรุ่นใหม่จะนับการทำงานเป็นรอบๆ ที่เต็ม คือนับจากจำนวนไฟที่เข้าไปทั้งหมด ไม่ใช่นับจากครึ่งแบตไปเต็มเท่ากับหนึ่งครั้งแต่อย่างไร
• เช็คฝุ่น และเลนส์ของมือถือ ควรใช้ผ้าไมโครไฟเบอร์ หรือผ้าเช็ดแว่นในการเช็ดเลนส์ให้ดี ไม่ควรใช้เสื้อ และอย่าให้ผ้าเปื้อนมือ เนื่องจากมือของเรามักจะมีคราบมันที่ติดเลนส์แล้วจะไม่ค่อยออกเท่าไหร่
• เก็บซอง หรือกรอบมือถือให้ดี หลายคนที่เอามือถือมาถ่ายมักจะลืมซองทิ้งไว้ ทุกครั้งที่หยิบมาถ่ายรูปจะไม่ใช่แค่การหยิบถ่ายแล้วเก็บ แต่อาจจะต้องเดินหามุม รอคนถูกถ่ายพร้อม ฯลฯ ทางที่ดี เก็บใส่กระเป๋าทันที อย่าวางทิ้งไว้เด็ดขาด
• หน่วยความจำ การถ่ายรูปควรที่จะเช้คว่าหน่วยความจำพอหรือไม่ การถ่ายรูป 1 รูปจะใช้พื้นที่ 500KB-1MB ซึ่งหมายความว่าถ้าเราลบ Video 1 คลิปเราจะได้รูปคือมา 20 รูป แต่ถ้าลบ 1 เพลง จะได้รูปคืนมา 7-10 รูป การเลือกลบข้อมูลก็สำคัญ เพราะบางครั้งเราลบรูปเกือบตาย แต่ได้เนื้อที่มาแค่ริงโทร 1 เพลงเท่านั้นเอง หรือแม้แต่ลบเกมไป 1 เกม ก็เท่ากับเราได้พื้นที่รูปถ่ายมา 1 รูปเท่านั้น
*มือถือที่หน่วยความจำ 1GB นั้นสามารถถ่ายรูปได้มากกว่า 300 รูป
**ก่อนซื้อการ์ดความจำอย่าลืมเช็คด้วยว่ามือถือรองรับสูงสุดเท่าไหร่
3. ควรถ่ายรูปในเวลาที่เหมาะสม
เนื่องจากมือถือไม่มีระบบชัตเตอร์ที่ปรับระดับตามสภาพแสงได้ (ชัตเตอร์จะคล้ายๆ ใบพัดที่ปิดให้แคบลงได้เมื่อมีแสงน้อย-มากตามที่เราปรับ) เราควรถ่ายรูปในเวลาที่เหมาะสมกับมือถือด้วย
• เวลาเช้า ควรเป็นเวลาช่วงประมาณ 7.00-10.00 น. เนื่องจากแสงอ่อน แสงนุ่ม และสีอมส้มสวยงาม การถ่ายในช่วงเวลานี้จะได้รูปที่สดใส
• เวลาเช้า ควรเป็นเวลาช่วงประมาณ 7.00-10.00 น. เนื่องจากแสงอ่อน แสงนุ่ม และสีอมส้มสวยงาม การถ่ายในช่วงเวลานี้จะได้รูปที่สดใส
• เวลาเที่ยง ไม่ควรถ่ายรูปเลย เนื่องจากร้อน แดดตรงหัว แดดแรง และคนจะตาหยีใส่กล้องอย่างชัดเจน ถ้าจำเป็นต้องถ่ายให้ใช้โหมด Sunny และ ISO ต่ำสุดช่วยให้รูปไม่จ้าเกินไป
• เวลาบ่าย เวลาประมาณ 15.00-17.00 น. เป็นเวลาที่ถ่ายรูปแล้วจะได้ระดับของภาพที่แตกต่างกันออกไป การถ่ายช่วงบ่ายนั้นจะได้แสงที่ไล่ระดับมาตั้งแต่แสงเยอะจนถึงเย็น แสงน้อย ในร่ม แล้วแต่ว่าเราจะต้องการแบบไหน
• เวลามืด ช่วงเวลานี้มือถืออะไรก็ถ่ายไม่สวย ถ้าพื้นที่นั้นมีแสงบ้าง ให้ใช้โหมด Night ในการถ่ายพร้อม ISO สูงๆ แต่ถ้าไม่มีแสดง หรือแสงน้อย เช่นในผับ ในร้านอาหาร ให้ใช้แฟลช แต่ควรรักษาระยะห่างของสิ่งที่จะถ่ายให้ไม่เกิน 1 เมตรด้วย
4. การถ่ายในร่ม
ถ้าอยากถ่ายในร่มแล้วหน้าใสควรอย่างยิ่งที่จะต้องอ่านข้อนี้ วิธีการถ่ายในร่มให้สวยจะต้อง
• หันหน้าเข้าหาแสง เมื่อมีแสงมาทางไหนให้หันหน้าเข้าหาแสงทันที ไม่ว่าจะเป็นแสงไฟ หน้าต่าง ประตู ห้ามถ่ายหนีแสง หรือย้อนแสงเด็ดขาด
• ปรับโหมดกล้องให้ตรงกับแสง ถ้าแสงรอบๆ เป็นสีส้ม (ตามร้านอาหาร โรงแรม) ควรให้โหมด White Balance ให้ตรงคือ Incandescent หรือเอาง่ายๆ เลย In Candle หรือในแสงเทียน แต่ถ้าห้องนั้นเป็นแสงสีขาวหรือหลอกนีออน ให้ใช้ Fluorescent จะทำให้ภาพที่ได้มีความใสไม่อมฟ้า นอกจากนั้นยังเอาไว้ใช้ปรับกับโหมดอื่นๆ เพื่อความสวยงามของสีได้ด้วย
• ใช้แฟลชเพื่อช่วยเพิ่มความคมชัด ในกรณีที่ห้องมีความมืดพอสมควร ให้ใช้แฟลชในการถ่าย แต่สิ่งที่จะถ่ายไม่ควรห่างเกิน 1 เมตร เพราะภาพที่ได้จะมืด การใช้แฟลชควรที่เปิดการทำงานตรงนี้เลย ไม่ใช่การใช้ Auto เพราะบางครั้งมือถือวัดแสงแล้วพอใจก็จะไม่เปิดแฟลชให้ แต่ความจริงแล้วเราคนถ่ายจะเข้าใจมากกว่าวันมืดจริงๆ
ถ้าอยากถ่ายในร่มแล้วหน้าใสควรอย่างยิ่งที่จะต้องอ่านข้อนี้ วิธีการถ่ายในร่มให้สวยจะต้อง
• หันหน้าเข้าหาแสง เมื่อมีแสงมาทางไหนให้หันหน้าเข้าหาแสงทันที ไม่ว่าจะเป็นแสงไฟ หน้าต่าง ประตู ห้ามถ่ายหนีแสง หรือย้อนแสงเด็ดขาด
• ปรับโหมดกล้องให้ตรงกับแสง ถ้าแสงรอบๆ เป็นสีส้ม (ตามร้านอาหาร โรงแรม) ควรให้โหมด White Balance ให้ตรงคือ Incandescent หรือเอาง่ายๆ เลย In Candle หรือในแสงเทียน แต่ถ้าห้องนั้นเป็นแสงสีขาวหรือหลอกนีออน ให้ใช้ Fluorescent จะทำให้ภาพที่ได้มีความใสไม่อมฟ้า นอกจากนั้นยังเอาไว้ใช้ปรับกับโหมดอื่นๆ เพื่อความสวยงามของสีได้ด้วย
• ใช้แฟลชเพื่อช่วยเพิ่มความคมชัด ในกรณีที่ห้องมีความมืดพอสมควร ให้ใช้แฟลชในการถ่าย แต่สิ่งที่จะถ่ายไม่ควรห่างเกิน 1 เมตร เพราะภาพที่ได้จะมืด การใช้แฟลชควรที่เปิดการทำงานตรงนี้เลย ไม่ใช่การใช้ Auto เพราะบางครั้งมือถือวัดแสงแล้วพอใจก็จะไม่เปิดแฟลชให้ แต่ความจริงแล้วเราคนถ่ายจะเข้าใจมากกว่าวันมืดจริงๆ
5. การใช้ ISO ในการถ่าย
ISO เป็นเรื่องที่เข้าใจยากเหมือนกับสำหรับคนปกติ แต่พูดง่ายๆ คือมันเป็นชุดของการไวแสงในการถ่ายตามระดับ 100 ไปจนถึง 1600 ยิ่งมาก ก็ยิ่งไวแสงขึ้น ISO จะมีประโชยน์ในการถ่ายรูปแสงต่างๆ ถ้าเราปรับ ISO สูงๆ เพื่อถ่ายที่แจ้ง ภาพที่ได้จะขาวไปหมดจนไม่เห็นอะไรเลย เพราะเราปรับ ISO สูงคือไวแสงมากๆ แต่มาเจอแสงมากๆ กลางแจ้ง กล้องก็จะมึน ปกติแล้วมือถือจะปรับเอง แต่ถ้าเราต้องการพิเศษ ให้ลองเอา ISO สูงถ่ายที่มือ และ ISO ต่ำถ่ายที่แสงเยอะๆ หรือกลางแจ้ง ISO ต่ำจะช่วยให้แสดงที่ได้นั้นมีความนุ่มขึ้นไม่จ้าแสบตา
6. ป้องกันแสงเข้ากล้อง
ตัวอย่างรูปที่มีแสงเข้ากล้อง
ปกติแล้วเราไม่ควรเอากล้องมือถือไปถ่ายหลอดไฟ ดวงอาทิตย์ โดยตรงเพราะจะทำให้ตัวรับภาพเสียได้ เนื่องจากมือถือไม่มีชัตเตอร์ปิดตัวรับภาพ เพราะฉะนั้นเราเอาไปส่องที่ไฟก็ผิดแล้วครับ แต่ถ้าเป็นไฟเล็กๆ ไม่มีปัญหานะครับ อย่าเพิ่งตกใจไป แต่ถ้าจำเป็นต้องถ่ายรูปที่มีแสงเยอะ แสงเข้ากล้องจะเป็นดวงๆ วงๆ ไม่ใช่วงจตุคามแต่อย่างไร วิธีการหลีกเลี่ยงคือเอากระดาษหรือมือมาบังแทน ปกติการถ่ายแบบนี้ในกล้องโปรฯ จะต้องใช้ ฮูด (Hood) ในการบัง แต่ให้ใช้มือบังนี่แหละครับดีที่สุด
7. มือต้องนิ่ง
การถ่ายรูปจากมือถือไม่ใช่ว่าเรากดแล้วก็จบ มือถือมีระดับในการถ่ายอยู่ 3 ระดับคือ 1.ปรับโฟกัสจนเป็นสีเขียว ถ้าถ่ายที่มือจะมีการยิงไฟออกไปวัดแสงด้วย 2.จับภาพ ช่วงนี้จะมีการจับภาพก่อนพร้อมกับมีเสียง “แช๊ะ” 3.บันทึกภาพลงในเครื่อง หลายคนอาจจะคิดว่ามีเสียงแล้วก็จบ แต่จริงๆ ต้องค้างเอาไว้อีกครึ่งวินาทีเพื่อบันทึกด้วย เรื่องของมือไม่นิ่งเรามีวิธีแก้ไขได้ดังนี้
• เปิดโหมดป้องกันภาพสั่น ในมือถือบางประเภทจะมีสิ่งนี้อยู่ด้วย แต่เท่าที่ลองมาพบว่า LG มีในหลายๆ รุ่น ส่วน Nokia, BlackBerry, HTC ไม่มีตรงนี้เลย
• พยายามหาที่ยึดเหนี่ยว ถ้ารู้ว่ามือไม่นิ่งให้เราหาที่พิง เช่นกำแพง กระถาง โต๊ะ โดยเอาตัวไปพิง หรือเอาแขนไปพิงจะช่วยได้เยอะมาก เพราะทำให้เราไม่เกร็งจนเกินไป
• ตั้งเวลาถ่าย หลายคนมีปัญหาหลังจากที่เล็งแล้ว ในช่วงการกดปุ่มถ่ายจะเอียงไปทั้งเครื่องเลย เนื่องจากมือถือส่วนใหญ่แล้วปุ่มกดถ่ายภาพจะแข็ง ไม่เหมือนกล้องดิจิตอลที่กดง่ายกว่ามีขนาดใหญ่ การแก้ปัญหากดถ่ายแล้วมือเอียงไปด้วย ทำได้โดยการตั้งเวลาถ่าย อาจจะสัก 1 วินาที และ 3 วินาที หลังจากกดถ่ายแล้วให้รอเวลาด้วยความนิ่งที่สุด ถ้ากลั้นหายใจได้เราจะได้ภาพที่สุดยอดมาเลย
• พยายามหาที่ยึดเหนี่ยว ถ้ารู้ว่ามือไม่นิ่งให้เราหาที่พิง เช่นกำแพง กระถาง โต๊ะ โดยเอาตัวไปพิง หรือเอาแขนไปพิงจะช่วยได้เยอะมาก เพราะทำให้เราไม่เกร็งจนเกินไป
• ตั้งเวลาถ่าย หลายคนมีปัญหาหลังจากที่เล็งแล้ว ในช่วงการกดปุ่มถ่ายจะเอียงไปทั้งเครื่องเลย เนื่องจากมือถือส่วนใหญ่แล้วปุ่มกดถ่ายภาพจะแข็ง ไม่เหมือนกล้องดิจิตอลที่กดง่ายกว่ามีขนาดใหญ่ การแก้ปัญหากดถ่ายแล้วมือเอียงไปด้วย ทำได้โดยการตั้งเวลาถ่าย อาจจะสัก 1 วินาที และ 3 วินาที หลังจากกดถ่ายแล้วให้รอเวลาด้วยความนิ่งที่สุด ถ้ากลั้นหายใจได้เราจะได้ภาพที่สุดยอดมาเลย
8. ตั้งคอมโพสรูปให้สวย (Composition)
เคยได้ยินเรื่องของ จุดตัดเก้าช่อง (Rule of third) กันบ้างไหมครับ การจะถ่ายรูปให้สวยควรที่จะคำนึงในจุดนี้บ้างก็ดี มือถือหลายๆ รุ่นนั้นมีจุดตัดเก้าช่องมาให้เราใช้งาน ควรที่จะเปิดใช้ให้มันดูรกหน้าจอบ้าง แต่มันมีประโยชน์มากกว่าที่คิดเลยนะคับ เส้นตัดนี้เกิดจากการที่เอาเส้นแบ่งแนวตั้ง 3 เส้น แนวนอน 3 เส้นมาตัดกัน ทุกจุดที่ตัดจะเป็นจุดที่น่าสนใจทันที ประกอบไปด้วย
รูปภาพแสดงจุดตัดเก้าช่อง จะเห็นว่าจุดที่มีการตัดจะเป็นจุดที่บอกถึงสิ่งที่เราต้องการเสนอในภาพ (จุดแดงๆ)
จุดตรงกลาง แน่นอนว่าจุดนี้เป็นจุดที่ง่ายที่สุด เวลาจะถ่ายอะไรแล้วเราอยากให้คนดูเข้าใจถึงอารมณ์เราควรให้จุดนี้อยู่ตรงกลางเสมอ เช่น การถ่ายคน ไม่ใช่ว่าให้ตัวคนอยู่ตรงกลาง แต่ต้องเป็นหน้าคนที่อยู่ตรงกลาง หรือถ้าถ่ายแค่หน้าก็ควรให้ตาของคนอยู่ตรงกลาง เพราะเราต้องการถ่ายคนควรให้ความสำคัญกับหน้ามากที่สุดอันดับแรก
จุดตัดอื่นๆ คือจุดตัดที่เหลือ 4 มุมนั้นจะเป็นตัวบอกเรื่องราวของภาพในอันดับที่รองออกไป บางครั้งถ้าเราไม่ใช่จุดตรงกลาง เราก็ใช้จุดอื่นในการเล่าเรื่องของภาพได้ด้วย เช่น หัวคนอยู่มุมบนขวา ต้องการบอกว่ามีทะเลหมอกอยู่มุมล่างซ้าย เป็นต้น
ตัวอย่างรูปที่ไม่ถ่ายตามเส้น
ใช้เส้นให้เป็นประโยชน์ ตัวเส้นเองจะช่วยในการวัดระดับของภาพ เช่น เส้นขอบฟ้า เส้นทะเล-หาด เส้นขอบเวลา ขอบทางเดิน ควรจะต้องอยุ่ในระดับเส้นทั้งหมด ถ้าเราถ่ายแล้วเอียง ไม่อยู่ในระดับเส้น จะทำให้รูปนั้นดูเอียงทันที บางทีถ่ายเรือบนทะเลสุดขอบท้องฟ้าออกมาเอียง จะดูเหมือนเรือกำลังขึ้นเขา ซึ่งจะขัดกับหลักความคิดของคน และจะมองว่ารูปไม่สวยทันที
9. ถ่ายได้ตามใจฝัน
ตามกฏของ Logography คือถ่ายได้มีมีกฏ และก็อยากให้ทุกคนเอามาใช้ด้วยเหมือนกัน นอกจากจะถ่ายรูปให้สวยแล้ว ต้องเป็นรูปที่ไร้กฏด้วย เพื่อให้รูปออกมาเป็นธรรมชาติมากที่สุด เราสามารถถ่ายตึก หุ่นโชว์เสื้อ ลานเบียร์ รองเท้า ทรงผม พื้นดิน ถนน หรือลงไปนอนกับพื้นแล้วถ่ายท้องฟ้า ก็สามารถสร้างรูปสวยๆ ได้ กล้องมือถือมีข้อดีตรงที่ไม่ต้องกลัวเม็มโมรี่จะหมด เพราะถ้าหมดเราก็ลบได้โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท เพราะฉะนั้น ถ่ายอะไรได้ก็ถ่ายไปเลยครับ อย่าคิดมาก และอย่าไปใส่ใจกับกฏอะไรเลย
ตามกฏของ Logography คือถ่ายได้มีมีกฏ และก็อยากให้ทุกคนเอามาใช้ด้วยเหมือนกัน นอกจากจะถ่ายรูปให้สวยแล้ว ต้องเป็นรูปที่ไร้กฏด้วย เพื่อให้รูปออกมาเป็นธรรมชาติมากที่สุด เราสามารถถ่ายตึก หุ่นโชว์เสื้อ ลานเบียร์ รองเท้า ทรงผม พื้นดิน ถนน หรือลงไปนอนกับพื้นแล้วถ่ายท้องฟ้า ก็สามารถสร้างรูปสวยๆ ได้ กล้องมือถือมีข้อดีตรงที่ไม่ต้องกลัวเม็มโมรี่จะหมด เพราะถ้าหมดเราก็ลบได้โดยไม่ต้องเสียเงินสักบาท เพราะฉะนั้น ถ่ายอะไรได้ก็ถ่ายไปเลยครับ อย่าคิดมาก และอย่าไปใส่ใจกับกฏอะไรเลย
วิธีการถ่ายตามใจฝันอาจจะมีของเล่นมาเพิ่มก็คือการใข้เจลลี่เลนส์ หรืออุปกรณ์ต่อเลนส์เพื่อใช้สร้างรูปที่แปลกใหม่มากขึ้น มีทั้งซูม ตาปลา แบ่งภาพ ฯลฯ หาซื้อได้ตามตลาดนัด และสำเพ็งในราคา 50-100 บาท ภาพที่ได้จะออกมาดังนี้
10. แชร์กับเพื่อนๆ
สุดท้ายแล้ว ถ่ายรูปมาแล้วจะดีกว่าถ้าเราเอารูปนี้ไปแชร์ให้เพื่อนๆ ดู ส่งให้เพื่อนได้ทันทีจากบลูทูธ ส่งเข้าเมล์ของเพื่อน เวลามีรูปสวยๆ อย่าลืมที่จะอัพรูปไปยัง Facebook, Twitter ซึ่งมือถือหลายๆ เครื่องรองรับการใช้งานตรงนี้อยู่ ทำให้เพื่อนที่อยู่อีกฝั่งหนึ่งของโลกได้สนุกกับการถ่ายภาพของเราไปด้วย
ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น